กาวสดงดพิมพ์ถูก
เอแจ็กซ์กำลังเบื่อ เขาอยากลุกพรวดออกจากโต๊ะเรียน ไปสุมหัวกับพวกนักกีฬาที่ส่งเสียงดังอยู่ด้านล่างมันแตกต่างกับเสียงของอาจารย์ที่กำลังนั่งอธิบายเรื่องสูตรการคำนวณลิบลับ เขาหาววอดให้หนึ่งคำรบ ครุ่นคิดว่าชีวิตมันจะน่าเบื่อได้อะไรขนาดนี้ วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่กำลังตามหาเส้นทางเดินต่อในอนาคต แต่วัยรุ่นทุกคนกลับต้องมาจมปลักในห้องเรียนสี่เหลี่ยมนี่อยู่ดี
เสียงพวกนักกีฬากับพวกคนในชมรมที่ลานด้านล่างยังดังอย่างต่อเนื่อง เอแจ็กซ์คล้ายจะหลับใน รู้ตัวอีกทีคาบบ่ายคาบสุดท้ายของวันก็จบลงไปแล้ว แน่นอนว่าอาจารย์ต้องไปลืมให้การบ้านกลับไปทบทวนและด้วยความคิดแบบเดียวกัน เขาจะทำมันก่อนส่งในเดดไลน์
เขาโบกมือยิ้มทักทายเพื่อนร่วมห้องที่ดูมีชีวิตชีวาหลังจากโดนปล่อยออกจากห้องเรียนนี่สักที เป้าหมายหลังจากออกจากโรงเรียนอาจจะมุ่งตรงกลับบ้านหรือแวะข้างทางทำกิจกรรมวัยรุ่นให้เต็มที่ สดใสเสียจนแสบตาเลยทีเดียว
เอแจ็กซ์ปฏิเสธเพื่อนร่วมห้องที่หวังพาเขาไปร้องคาราโอเกะ นั่งชิวตามคาเฟ่เพื่อถ่ายรูป ชีวิตผ่อนคลายมันก็ดีแต่นั่นไม่ใช่สำหรับเขา
ตอนกลางวันกับตอนกลางคืน ชีวิตของเขาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อท้องฟ้าสีแดงยามเย็นเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวหมึกดำจากปลายปากกา
ถึงตอนนั้นวัยรุ่นก็คงยังอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง จะห้างสรรพสินค้า สุมหัวกันอยู่ตรงร้านสะดวกซื้อหรือกำลังทำกิจกรรมที่บ้าน เป็นชีวิตประจำวันทั่วไปที่กำหนดหนทางไม่ได้แต่ก็ไม่ได้แตกปลายแถวออกมาอย่างแน่นอน
เขาเองก็อยากแช่น้ำอุ่นๆ สอนพวกน้องสาวน้องชายทำการบ้าน ทำสงครามเย็นกับตาแก่ที่น่าหงุดหงิดโดยมีคนที่งดงามที่สุดในโลกอย่างแม่คอยให้ท้ายเขาอยู่เหมือนกัน
แต่นั่นก็เท่ากับเขาจะกลายเป็นคนธรรมดา
เอแจ็กซ์ไม่ยอมรับวิถีชีวิตน่าเฉาตายแบบนั้น
หรืออีกแง่คือ เขากลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นไม่ได้แล้ว
ควันบุหรี่ลอยไปตามอากาศ เอแต็กซ์เป่าคงันนั่นเบาๆอีกครั้งควันก็สลายลงราวกับไม่เคยมีมันอยู่ นิโคตินช่วยทำใก้สมองเขาปลอดโปร่งมากขึ้นหลังจากหงุดหงิดเพราะต้องยืนพิงกำแพงมาชั่วโมงกว่า
เมื่อไหร่จะมา? แต่จะมาหรือเปล่านั่นก็ไม่สำคัญเท่าวันนี้เขาอยากจะวิวาท ได้ปล่อยหมัดใส่ใครที่อยากต่อยด้วยคงจะดีไม่น้อยทีเดียว
มีพวกเจ้าถิ่นมองหน้าเขาอยู่บ้าง แค่เพราะเห็นว่าเป็นเขาสายตาที่จะมุ่งร้ายในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นหวาดหวั่น หันไปสนใจเรื่องของตัวเองกันหมด เด็กหนุ่มแค่นหัวเราะ แบบนี้จะไปเรียกตัวเองว่าเจ้าถิ่นได้อย่างไร?
จวบจนบุหรี่หมดไปเกือบครึ่งมวน แสงจากไฟหน้ารถนั่นก็เริ่มฉายชัด เขาชะเง้อมองไฟหน้าแรงแบบนี้ก็คงเป็นคงพวกนั้นนั่นแหละ ตำรวจไม่คิดเรียกค่าปรับไฟหน้าแรงจนทำคนตาบอดเลยหรือยังไงกันนะ?
เอแจ็กซ์สูดบุหรี่เจ้าเฮือกใหญ่ เก่งมากที่ไม่สำลักควันเขาชมตัวเองก่อนจะทิ้งมวนนั่นลงพื้น ใช้เท้าขยี้จนไฟดับทั้งมวนอันเป็นขณะเดียวกันที่เสียงเปิดปิดประตูรถยนต์ดังขึ้นสลับๆกัน
สองคัน? อะไรจะปานนั้นเชียว? เอแจ็กซ์คิดกับตัวเองด้วยความหงุดหงิด แต่สีหน้ายิ้มการค้าที่ใช้ได้ดีกับอาจารน์ที่ชอบโมโหเขาที่เหม่อถึงกับต้องชะงักแล้วอ่อนใจแทน กระทั่งรอยยิ้มแบบนี้ตาแก่ที่บ้านที่โมโหเขาอยู่ก็เป็นต้องอ่อนใจกันบ้างนั่นแหละ
เจ้าของผมสีอัสดงยิ้มให้ดูดีที่สุดอย่างสุดความสามารถ จะพลาดไม่ได้
สูทกันทุกคนเชียว อย่างกับในหนัง สงสัยถ้ารอดกลับไปเขาต้องหาหนังมาเฟียฮ่องกง พวกหนังเอเชี่ยนแนวก็อดฟาเธอร์ทำบรรยากาศได้คล้ายกับที่เขาเจออยู่ในตอนนี้เปี๊ยบเลย
คนที่เจาเผชิญหน้าอยู่ด้วยเป็นพวกผู้ชายร่างยักษ์ หน้าตาน่าจะไม่ได้อ่อนไปกว่าบรรยากาศ ดีที่สวมแว่นดำกันทุกคนแต่นั่นก็สร้างความสงสัยอย่สงหนึ่งในใจของเอแจ็กซ์ว่าพวกเขามองเห็นกันได้ยังไง มืดค่ำปานนี้แล้วแต่นั่นไม่สำคัญเพราะฉะนั้นเขาจะไม่ทักถามอะไรที่น่าจะเปิดศึกทันทีหรอกนะ
"เอแจ็กซ์ครับ"
"มาตามนัดแบบนี้ใจกล้าไม่เบานี่ไอ้หนู"
อยากจะพูดเหลือเกินว่าแล้วพวกคุณมันใจป๊อดจนมาสายไปชม.กว่าเลยหรือยังไง? เย็นก่อนเอแจ็กซ์ประเมินสถานการณ์แล้วตอนนี้ตัวนายน่ะโคตรเสี่ยง ได้แต่ปลอบให่ตัวเองใจเย็นลง
"คนระดับพวกคุณถึงกับนัดทั้งที ไม่มาตามนัดแบบนี้ก็เสียมารยาทแย่สิครับ ว่ามั้ย?"
"เด็กน้อย เธอยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเจอกับอะไรอยู่"
"อ่อ งั้นบอกหน่อยได้มั้ยครับ? เผอิญว่าผมเป็นพวกหัวทึบน่ะนะ"
พูดจบประโยคไม่ทันไร หมัดก็แทบจะได้แตะใบหน้าเขาแต่เป็นเขาที่หลบทันแล้วใช้ขาข้างนึงสวิงเตะเข้าที่ลำตัว แน่นอนว่าเร็วพอที่สองคนด้านหลังคนๆนี้จับหรือกันให้ไม่ทัน เลือดลมสูบฉีดอะดรีนาลีนหลั่งตามที่ใจอยาก วันนี้หมัดเขาต้องได้แตะหน้าสามคนนี้อย่างแน่นอน
ตะลุมบอนอยู่พักใหญ่ และนั่นทำใหเอแต็กซ์ไม่เข้าใจว่าทำไมคนในรถอีกคันถึงยังไม่ลงมา และทำไมทั้งสามคนนี้ไม่เรียกหาหรือมีทีท่าขอความช่วยเหลือเลยสักนิดเดียว เขาคว้าแขนของใครสักคนหนึ่งแล้วจัดการใช้แรงเหวี่ยงนั่นให้เซไปโดนพวกเดียวกันเอง ใบ้เวลาแค่ครู่เดียว เอแจ็กซ์เสียเหงื่อเล็กน้อยเหมือนกับตอนที่เจาเล่นบาสประมาณสองสามแมทช์
แต่สามคนนั้นถ้าให้ดีก็แค่เสียฟันสักซี่ล่ะมั้ง? วันนี้เขาไม่ได้ยั้งแรงหมัดเลยสักนิด
"นี่ พี่ชาย" เขาใช้ปลายเท้าสะกิดคนที่ไม่สลบลงไปกับพื้น อีกสองคนสลบเหมือดคากันไปแล้วมีแค่คนนี้ที่ยังสติพอไหวถึงจะเลือดกลบปากจนน่าพาส่งไปโรงพยาบาลก็ตาม
เขาใช้ปลายเท้าเกยคางอีกฝ่าย พี่ชายที่ว่าน่าจะยังเหลือแรงถึงได้คิดคว้าเท้าเขาแล้วจับบิด แต่นั่นก็ช้ามากเกินไปเขาเอื้อมตัวไปจับบิดแขนแล้วรั้งเอาไว้ก็ร้องไม่ได้ศัพท์
"ผมแค่จะถาม ช่วยทำตัวดีๆหน่อยจะได้หรือเปล่าครับเนี่ย"
"ถามอะไร!?"
"อย่าเสียงดังสิ นัดท้าผมเองแล้วมาเสียงดังใส่แบบนี้มันไม่ดีหรอกนะครับ" คำว่าของเขาได้ผล อีกฝ่ายน่าจะประหม่าปนหวาดกลัวถึงได้เงียบลง สติที่แรกกระเจิงเพราะไม่นึกว่าเด็กอ่ยุสิบเจ็ดจะทำเขาลงมานอนกองกับพื้น แถมเพื่อนอีกสองคนที่อยากร่วมวงด้วยก็ดันสลบไปก่อน
ชายหนุ่มชุดสูทปรายตามองรถอีกคันที่ยังจอดนิ่งอยู่ตรงฟุตปาธ แน่นอนว่าเอแจ็กซ์สังเกตเห็น
"บอกได้มั้ยครับว่านั่นใคร? คุณบอกคุณจะมาแค่กับเพื่อนอีกสองคนนี่?"
"จะรู้ไปทำไม"
"ก็ตอนแรกผมนึกว่าคุณจะมามากกว่าสามคนน่ะสิ ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะครับ แต่...ยังไงดีล่ะ"
เอแจ็กซ์ผ่อนแรงดึงแขนลง พยุงให้ชายคนดังกล่าวนั่งพิงกำแพง อีกฝ่ายไม่ได้พยายามขัดขืนแรงหรือหยิ่งในศักดิ์ศรีอะไร นั่งตามที่เขาจัดท่าแต่โดยดี
"ผมนึกว่าคุณพาพวกมารุมกระทืบผมซะอีก อ่อ แต่แบบนั้นก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ น่าสนุกดี"
"....สังเกตการณ์"
"ครับ?"
สังเกตการณ์? สังเกตคนตีกันนี่นะ? สมองของเขาเหมือนโดนคนมาสะกิดแล้วหันไปอีกทีก็บอกว่าไม่มีอะไรชอบกล
"อ่า สังเกตการณ์"
ชายหนุ่มคนนั้นนิ่งเงียบไปหนึ่งอึดใจ พอๆกับที่เสียงเปิดปิดประตูรถดังขึ้นจากด้านหลัง เอแจ็กซ์หันหลังกลับไปมอง เป็นชายตัวไม่สูงไม่เล็กจนเกินไปที่ลงจากรถ รูปลักษณ์แปลกตาบ่งบอกว่าไม่ใช่คนแถวนี้หรือเป็นคนประเทศนี้อย่างแน่นอน คนๆนั้นเปิดประตูรถจากทางด้านข้างคนขับ เดินกลับไปเปิดประตูที่สองด้วยท่าทีเรียบร้อย ราวกับกลัวรถจะบุบสลายอย่างไรอย่างนั้น
ลางสังหรณ์ของเอแจ็กซ์กระตุกถี่ยิบ เขาควรไปจากที่นี่ ตอนนี้และเดี๋ยวนี้
แต่ใจที่แสนจะโอหังและอวดดีกลับทำให้ขาของเขาอยู่ที่เดิม จดจ่อกลับการปรากฏตัวของคนในรถคันนั้น
ชั่ววูบหนึ่งที่ภาพของผู้ชายแปลกๆคนนั้นกลับเข้ามาอยู่ในหัว คนที่ไม่ยอมพกกระเป๋าเงินจนเป็นเขาที่บังเอิญเจออยู่บ่อยครั้งและต้องเลี้ยงมื้ออาหารทุกทีที่เจอ
สีผมและสีผิวคล้ายคนพวกนี้มาก แต่ที่เด่นชัดคือแววตาที่สวยงามอย่างน่าประหลาดนั่น
แต่คนที่ก้าวออกจากประตูรถนั่นกลับเป็นผู้หญิง ท่ทางบ่งบอกชัดว่าเป็นหญิงสาวที่มีตำแหน่งเหนือกว่าผู้คนเหล่านี้อย่างแน่นอน เส้นผมสีขาวสะอาดนั่นพลิ้วไหวไปตามจังหวะท่าทาง เป็นการก้าวลงจากรถยนต์ที่สง่างามที่สุดเท่าที่เอแจ็กซ์เคยเห็นมา
ไม่รู้ทำไมลึกลงไปเด็กหนุ่มกลับผิดหวังอยู่ลึกๆ
"ว้าว ใครกันล่ะครับเนี่ย"
เอแจ็กซ์สัมผัสได้ว่าหลังจากคำถามของเขาถูกถามออกไป หญิงสาวผู้มาใหม่นั้นมีรอยยิ้มในแววตา เธอหัวเราะเบาๆ เด็กหนุ่ม..เป็นเด็กหนุ่มเหมือนกับเขา คนเมื่อครู่ที่เปิดประตูให้หญิงสาว รูปลักษณ์ภายนอกดูเด็กกว่าเขาแต่ไม่รู้ทำไมกลับให้ความรู้ว่าอีกฝ่ายอายุเยอะกว่าเป็นไหนๆชอบกล
"เอแจ็กซ์...ชื่อคุณใช่หรือเปล่าหนุ่มน้อย ดิฉันออกเสียงถูกหรือเปล่าคะ?"
"ถูกต้องแบบไม่มีที่ติเลยครับคุณผู้หญิง แล้วคุณล่ะ?"
ยิ้มแย้มเหมือนบุปผาแต่ไม่ตอบ นี่เป็นการปฏิเสธที่นุ่มนวลจากสาวงามสินะ เพราะฉะนั้นเขาจะเมินๆสายตาคมเหมือนใบมีดจากเด็กหนุ่มข้างเธอแล้วกัน
"ทำไมคนที่ยังหนุ่มแบบเธอถึงเลือกจะมาตามนัดของคนแบบพวกเรางั้นหรือ? บอกว่าไม่ต้องมาก็ได้แล้วแท้ๆ..."
เป็นคำถามที่น่าสนใจมากถ้าไม่ติดว่าการ"นัด"ของอีกฝ่ายคือการทำให้ทิวเซลตกใจคนแปลกหน้าตอนไปโรงเรียนหรือทำให้โทเนียรู้สึกโดนจ้องมองตอนไปร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน
แบบนั้นเขาจะไม่มาตาม"นัด"ได้อย่างไรกัน? บีบบังคับกันชัดๆ
"ก็...ถ้าไม่มาก็คงเสียมารยาทมั้งครับ อุตส่าห์นัดกันทั้งที"
"คงจะดีกว่านี้ถ้าตอนแรกคุณไม่ข้ามเส้น เอแจ็กซ์"
แหงสิ เพราะความทะเล่อทะล่าซัดคนไปทั่วพาเขามาอยู่จุดนี้ยังไงล่ะ เอแจ็กซ์ยิ้มรับประโยคนั้น เกิดความเงียบอยู่ครู่ใหญ่เป็นการหยั่งเชิงที่อึดอัดที่สุดสำหรับเขา เขาเสียเปรียบทุกด้านแต่ก็ใช่ว่าจะยอมอยู่เฉยๆ
'มาเฟีย' มันจะแน่สักแค่ไหนกันเชียว? เอแจ็กซ์กำหมัดเงียบๆ
"เลือกซะ"
เด็กหนุ่มที่ดูภายนอกน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทลายความเงียบน่าอึดอัดลง
"ระหว่างขอโทษกลุ่มของเราอย่างเป็นทางการแลกกับแกไปนอนที่สถานพินิจเล่นๆสักหลายเดือน..."
"กับก้าวเข้ามาอยู่ฝั่งนี้ด้วยกันอย่างเต็มตัว"
"เลือก"
ให้มาเลือกอะไรแบบนั้นตอนนี้มันได้ซะที่ไหนกัน เขาคิ้วกระตุก เริ่มรู้สึกว่าที่ทำลงไปมันไม่ใช่เล่นๆของจริงแล้ว
"ขอเวลาคิดก่อนจะได้หรือเปล่าล่ะครับ?"
โอ้ พี่ชาย ตาคมๆนั่นก็คมปรี๊ดอยู่แล้วช่วยอย่าเขม่นจนมันดูน่ากลัวกว่าเดิมจะได้หรือเปล่า สมองคิดแต่ปากที่ยังรักชีวิตไม่ได้พลั้งพูดออกไป เป็นหญิงสาวที่ขำขันให้กับคำตอบเขา เธอแตะไหล่ของคนข้างกันเบาๆ อีกฝ่ายดูอยากจะฮึดฮัดต่แต่ไม่ได้ต่อต้านอะไร
"แบบนั้นก็ได้ค่ะ พวกเราให้อิสระคุณเต็มที่อยู่แล้ว...กระทั่งสุภาพบุรุษทั้งสามคนเรายังให้คุณได้ลองจนสมใจเลย"
กับดักชัดๆ เอแจ็กซ์อยากกรีดร้อง พวกเอเชี่ยนมันร้ายขนาดนี้เลยหรือยังไงกัน?
"สามวัน" หญิงสาวชูนิ้วมือภายใต้ถุงมือกำมะหยี่เนื้อดีขึ้น
"ดิฉันเสนอเวลาภายในสามวัน พวกเราจะมาจิกันตรงนี้อีกทีในเวลาเดิมของวันที่สี่"
"หวังว่าจะได้รับคำตอบที่ดีค่ะ"
"....ระหว่างนั้น"
"คะ?"
"ระหว่างนั้นช่วยหยุดทำให้ครอบครัวของผมเดือดร้อนใจด้วยครับ"
หญิงสาวพยักหน้าเป็นคำตอบ ต่อให้เสียเปรียบแต่ก็ยังประกาศกร้าวแบบนี้ไม่เจียมตัวเจียมใจเลยซะจริงๆ
"หลี่เย่วให้คำมั่นกับสัญญาเสมอ ขอสัญญาว่าสามวันที่กำลังจะถึงนี่ครอบครัวคุณจะปลอดภัยค่ะ เอแจ็กซ์"
(อยากมีพิหนิงกวงมาพูดคำขาใส่จังเยย แง่กๆๆๆ)
"...ครับ"
"ไว้เจอกันใหม่นะคะ พวกเราจะเฝ้ารอการตัดสินใจของคุณอย่างใจจดใจจ่อเลยล่ะค่ะ"
รู้ตัวอีกที เอแจ็กซ์ก็ได้แต่มองพวกผู้ชายตัวใหญ่ชุดสูทพากันปลุกพากันลากกลับเข้ารถ พร้อมกับหญิงสาวและเด็กหนุ่มที่กลับขึ้นรถตามเดิม ไม่มีการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกับเจ้าพี่ชายตัวใหญ่สามคนนั้นแม้แต่น้อย
เขามองไฟหน้ารถแสบตานั่นแล่นห่างจากสายตาไปไกลพร้อมกับความหนักอึ้งในใจที่ค่อยๆทับถมขึ้น
นายซวยแน่ เอแจ็กซ์
.
.
.
.
.
วิวทิวทัศน์กลายเป็นเส้นแสงสีพร่าเลือนตามความเร่งที่เหยียบ แอร์เย็นฉ่ำนั่นไม่ได้ทำให้เขาใจเย็นลงแต่อย่างใด
ชายหนุ่มกอดอกมองออกไปนอกรถมาได้สักพักหลังจากรถยนต์แล่นจากจุดๆนั้นมาครู่ใหญ่
"ไม่ถูกใจงั้นหรือคะ?"
เขาหันไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะข้างกัน เธอนั่งนิ่งตัวตรงบ่งบอกว่าเจ้าของเบาะหลังตรงนี้ไม่ใช่เธอแต่เป็นอีกฝ่าย
"...เปล่า เธอทำได้ดีแล้ว"
"ยังคิดถึงเด็กคนนั้นอยู่งั้นหรือคะ แต่ก็นับว่าไม่แปลก ดิฉันเองก็ตกใจไม่น้อยเลย"
ดวงตาของเขาหรี่ลง เลิกมองหน้าอักฝ่ายแล้วกลับไปมองวิวข้างนอกเหมือนที่ทำก่อนหน้านี้
"....ดิฉันไม่ได้คิดจะแย่งหรือพูดถึงเพราะต้องตาต้องใจหรอกนะคะ ท่านจงหลี"
"เด็กคนนั้นเด็กมาก อายุยังไม่ถึงเลขสองเสียด้วยซ้ำ หน่วยก้านดีจนเรียกได้ว่าน่าประทับในก็จริงแต่จะให้มาอยู่กับฝั่งนี้มันก็น่ากังวล"
'จงหลี' เผยอปากแล้วปิดลง ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งถึงได้ตอบกลับไป
"...ฟาทุยอยากได้เด็กคนนั้นไป"
ทั้งคันรถนิ่งสงัด ความหนาวเย็นที่ไม่ได้เกิดจากเครื่องปรับอากาศกระจายไปทั่ว
"ท่านรู้ได้ยังไงกันครับ?" เสียงจากที่นั่งข่างคนขับดังขึ้น
"เพราะคนที่ทำให้เด็กคนนั้นต้องคอยมาต่อยตีจนถึงทุกวันนี้มันเป็นเพราะฉันเอง"
ถ้าวันนั้นเขาไม่หัวแข็งแล้วยอมฟังกุ่ยจงพูดอีกสักหน่อย เด็กคนนั้นก็คงไม่ต้องมาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว
จะว่าอวดดีก็ดี จะว่าจิตใจดีเกินไปก็ได้ ถ้าวันนั้นเขาไม่สะเพร่าไปเดินอยู่ในแถบถิ่นมั่วสุมนั่นจนเกือบโดนรุมทำร้ายแล้วเด็กนั่นก็คงไม่ต้องกลายมาเป็นแบบนี้
แม้จงหลีจะไม่หวั่นว่าตนจะโดนรุมทำร้ายเพราะคนพวกนั้นคงไม่ได้แตะแม้แต่ปลายผม แต่กับเด็กคนนั้นไม่เหมือนกัน
อย่างน้อยก็ต้องเอาเข้ามาอยู่ในปีกของเขาก่อน หลังจากนั้น...รายละเอียดไว้ค่อยว่ากันทีหลัง
"ทำยังไงก็ได้ให้เอแจ็กซ์ตอบตกลง แต่อย่าทำให้ตื่นตระหนกจนเกินไปก็พอ"
ผู้อยู่ใต้อณานัติขานรับคำ เป็นค่ำคืนที่ยาวนานเหลือเกิน
จงหลีหลับสายตาลงนึกถึงรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนเยาว์นั่นแล้วตั้งปนิธาน
จะคุ้มครองให้ดู
จบแร้ว พอก่อน เหน่ย /ปาดเหงื่อ
แงแอ ขอบคุณนะคับ5555555555555 ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านอะไรหงุงหงิงๆนะคับ แง🥺💖 เดี๋ยวจอปิดไลฟ์ก่อนนะคะ ขอบคุณจิงๆคับ หงุง🥳